2 แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น เนื้อที่น้อย แต่จัดเต็มฟังค์ชันการในใช้งานไปดูกันเลย!!

หมดเวลานั่งรอคอยความฝันอยากสัมผัสแบบบ้านสไตล์โมเดิร์นหลังงาม แต่มีข้อจำกัดเรื่องเนื้อที่ในการปลูกสร้าง เพราะแท้จริงแล้ว รูปแบบบ้านสไตล์โมเดิร์นสามารถถูกสรรสร้างขึ้นมาได้ แม้มีเนื้อที่น้อยก็ตาม แต่สามารถจัดเต็มฟังค์การใช้งานได้อย่างเหลือเชื่อ เฉกเช่นเดียวกับ 2 แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น เนื้อที่น้อยสองหลังนี้

บ้านโมเดิร์น แบบที่1 “แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น เนื้อที่น้อย แต่สามารถจัดพื้นที่สวนได้ลงตัว”

แบบบ้านโมเดิร์น เนื้อที่น้อย แต่สามารถจัดพื้นที่สวนได้ลงตัว

มายลโฉมแบบบ้านสไตล์โมเดิร์นแบบที่ 1 กันก่อน ซึ่งรูปแบบของบ้านหลังนี้ใช้เนื้อที่ในการปลูกสร้างค่อนข้างน้อย ไม่ถึง 50 ตร.ว.แต่เรียกว่าทั้งด้านนอก-ใน เน้นฟังค์ชันการใช้งานและพื้นที่ใช้สอยเป็นหลัก โดยจะเห็นว่าความโดดเด่นของแบบบ้านหลังนี้ นอกจากจะมีความโมเดิร์นแล้ว ยังนำรูปทรงของสถาปัตยกรรมในลักษณะสี่เหลี่ยมมาเพิ่มความน่าสนใจและเพิ่มพื้นที่สวนได้อย่างลงตัว เรียกว่าเป็นการแก้ปัญหาสำหรับคนที่ต้องการสร้างบ้านมีพื้นที่ใช้สอยเยอะ แต่เนื้อที่ไม่อำนวย

การตกแต่งภายในแบบบ้านโมเดิร์นหลังนี้

มาส่วนด้านในบ้านบ้าง ก่อนอื่นต้องขอชมนักออกแบบบ้านหลังนี้ เพราะเมื่อเข้ามาภายในบ้าน แม้ตัวบ้านเนื้อที่น้อย แต่กลับให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง ไม่อึดอัด เนื่องจากมีการออกแบบให้มีเพดานสูง อีกทั้งยังเลือกให้ส่วนของห้องนั่งเล่นอยู่ติดกับพื้นที่สวน ซึ่งอยู่ด้านหน้าบ้าน โดยติดตั้งกระจกให้สามารถสัมผัสความร่มรื่นของต้นไม้ด้านนอกได้ โดยข้อดีของการมีต้นไม้บริเวณนี้แน่นอนว่าช่วยทำให้ตัวบ้านเย็นขึ้น เนื่องจากช่วยกรองแสงแดดที่จะมากระทบกับกระจกเข้าตัวบ้าน

พื้นที่ห้องอเนกประสงค์ ของแบบบ้านโมเดิร์น

ต่อเนื่องกับพื้นที่ส่วนของห้องนั่งเล่นจะเห็นว่ามีส่วนที่กั้นไว้เพื่อให้เป็นห้องอเนกประสงค์ โดยห้องนี้สามารถปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นห้องมทำงาน ห้องทำกิจกรรมของครอบครัว หรือแม้แต่ห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุ โดยลักษณะของห้องนี้จะไม่กว้างมากนัก จะเป็นในรูปแบบของแปลนยาว ดังนั้นการจะเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์มาตกแต่ง อาจจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความพอดีเป็นสำคัญ

พื้นที่สวน ภายในแบบบ้านโมเดิร์น

ออกมาดูความโดดเด่นของบ้านหลังนี้กันต่อ และจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากพื้นที่ส่วนที่ถูกออกแบบให้อยู่บริเวณส่วนหน้าบ้านชั้นสอง โดยอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมพร้อมล้อมรอบด้วยตาข่าย เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้เจริญเติบโตเกินออกมาตัวบ้าน จนทำให้เพื่อนบ้านเดือดร้อน ทั้งนี้ใช่ว่าจะสามารถปลูกต้นไม้ได้อย่างเดียว สามารถจัดเป็นพื้นที่นั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจกสำหรับครอบครัวได้อีกด้วย โดยหากเก้าอี้นั่งในสวนมาจัดวาง เพียงเท่านี้ก็ได้มุมพักผ่อนส่วนตัวในแบบบ้านสไตล์โมเดิร์นเฉกเช่นนี้เป็นของตนเองแล้ว

บ้านโมเดิร์น แบบที่2 “แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น เนื้อที่น้อย แต่จัดเต็มความต้องการในการ

เชื่อมต่อธรรมชาติ”

แบบบ้านโมเดิร์นหลังที่ 2

มาดูแบบบ้านสไตล์โมเดิร์นหลังที่ 2 กันบ้าง ต้องบอกว่าสำหรับรูปแบบของหลังนี้ถูกออกแบบให้เน้นพื้นที่ใช้สอยในลักษณะแนวสูง โดยมีทั้งหมด 3 ชั้น บนชั้นดาดฟ้าที่ออกแบบให้เป็นพื้นที่พักผ่อนส่วนตัวของสมาชิกในบ้าน และเนื่องจากเนื้อที่ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นบริเวณหน้าบ้านจึงสามารถจอดรถได้เพียง 1 คันเท่านั้น ส่วนบรรดาจักรยาน หรือมอเตอร์ไซด์สามารถนำไปจอดในพื้นที่ส่วนในบ้านได้

Corridor ด้านหน้าบ้าน ของแบบบ้านโมเดิร์นหลังที่ 2

เมื่อเข้ามาในบ้าน จะเห็นว่ามีการออกแบบให้มี Corridor ด้านหน้าบ้าน เพื่อจัดสรรให้เป็นพื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อน วางของใช้ต่างๆ โดยจะมีส่วนของงานบันไดบริเวณนี้ ทั้งนี้จะเห็นว่าถักจากส่วนนี้ไป คือพื้นที่ส่วนของครัวเปิดและห้องนั่งเล่น ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันได้อย่างลงตัว ลักษณะของรูปแบบชั้นล่าง จะเป็นในลักษณะแนว Loft มีความดิบด้วยการนำอิฐมอญมาตกแต่งบริเวณผนัง

เพดานเป็นลักษณะ Double Volume

ด้านในสุดของชั้นล่าง เป็นการออกแบบให้เป็นพื้นที่สวนเล็กๆ เพื่อเพิ่มความร่มรื่นให้กับตัวบ้าน โดยได้ติดตั้งตัวประตูกระจกที่สามารถเปิดได้สุด จึงทำให้ช่วยทำให้บ้านเย็น ลมพัดเข้าบ้านได้สะดวก พร้อมกับถ่ายเทอากาศได้ดี ทั้งนี้จะเห็นว่าบริเวณเพดานตรงส่วนที่ถูกจัดวางโต๊ะกินข้าวนั้น เป็นลักษณะ Double Volume เพื่อเพิ่มความโปร่งโล่งให้กับแบบบ้านสไตล์โมเดิร์นหลังนี้

ชั้นดาดฟ้าของแบบบ้านโมเดิร์นหลังที่ 2

ส่วนของชั้นดาดฟ้าของแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ถูกออกแบบให้เป็นลักษณะเปิดโล่ง มีพื้นที่คานบางส่วนอันให้สามารถบังแดดและจัดวางโต๊ะ-เก้าอี้ เพื่อสามารถนั่งพักผ่อนได้ ทั้งนี้บริเวณโดยรอบยังเพิ่มความร่มรื่นด้วยการปลูกต้นไม้ที่มีขนาดพอเหมาะ ไม่ใหญ่โดยรอบด้วย

ข้อจำกัดเรื่องเนื้อที่น้อย ไม่ใช่ปัญหาของคนที่อยากสร้างบ้านหรือซื้อบ้านอีกต่อไป เมื่อได้ยลโฉมแบบบ้านสไตล์โมเดิร์นทั้ง 2 แบบที่ใช้เนื้อที่น้อย แต่เติมเต็มความต้องการอยู่อาศัยได้สมบูรณ์แบบ

ลดอาการปวดฟันจะทำยังไงเมื่อคุณรู้สึกปวดฟันและจะมีวิธีแก้อาการนี้ยังไงไปดูกัน!!

อาการปวดฟันมักมาจากฟันผุเป็นอาการหนึ่งที่หลายคนต้องพบผ่านมาในช่วงหนึ่งของชีวิตแต่ส่วนมากมักเป็นจากวัยรุ่นที่ปวดจากฟันคุดหรือฟันกรามขึ้นส่วนวัยกลางคนมักเกิดจากฟันผุ ฟันกรามที่กำลังจะขึ้นนั้นจะออกมาหลังสุด การเกิดขึ้นของฟันกรามหากเกิดขึ้นโดยปกติคงไม่ได้ปวดอะไรมากแต่บางทีจะเกิดขึ้นทำให้มีปัญหาเรื่องการปวดมากเนื่องจากช่วงที่กำลังขึ้นจากเหงือกในบางคนนั้นจะไปดันเหงือกออกมาและไปดันฟันซี่อื่นด้วยจึงทำให้มีอาการปวดที่รุนแรงยังส่งผลกระทบต่อการเคี้ยวอาหาร ลมหายใจ และการพูดอีกด้วย สำหรับการรักษาโดยทั่วไปก็ต้องเอาออกเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่บางคนไม่ต้องการเอาออกสามารถใช้วิธีในการลดความปวดได้

1.เกลือ

สำหรับเกลือนั้นเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ดั้งเดิมนำมาช่วยอาการปวดฟัน ลดอาการอักเสบของเกลือและลดอาการติดเชื้อได้

  • ผสมเกลือ 1 ช้อนชาในน้ำอุ่นบ้วน 2 – 3 ครั้งต่อวัน จดลดอาการปวดได้
  • ผสมเกลือกับพริกไทย แล้ววางบนฟันที่มีอาการปวด 2 – 3 ครั้งต่อวัน

2.กระเทียม

กระเทียมก็เป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่ใช้มาแต่โบราณ มีสรรพคุณในการลดอาการอักเสบ บรรเทาอาการปวดฟันได้

  • น้ำกระเทียม มาบดเพียงเล็กน้อย นำไปใส่ฟันที่ปวด
  • เคี้ยวกระเทียม 2 – 3 กลีบโดยใช้ฟันที่ปวดในการบดเคี้ยว
  • นำกระเทียม 2 – 3 กลีบผสมกับเกลือเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วใส่กับฟันที่ปวด

3.หัวหอม

หัวหอมเป็นยาฆ่าเชื้อโรคและต้านแบคทีเรีย ลดอาการปวดฟัน

  • นำหัวหอมเคี้ยวในบริเวณที่ปวดฟัน
  • นำหัวหอมดิบมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ วางลงบนฟันที่ปาก

4.ใบฝรั่ง

สามารถลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี

  • ให้เคี้ยวใบฝรั่ง 1 – 2 ใบ ปล่อยน้ำให้เข้าไปในปาก ทำวันละ 3 ครั้ง
  • นำใบฝรั่ง 4 – 5 ใบ ต้มในน้ำ 1 ถ้วย 5 นาที รอให้น้ำเย็น นำมาบ้วนปาก 2 – 3 ครั้งต่อวัน

5.กานพลู

เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน กานพลูเองเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่สำคัญในนำมาผสมในยาสีฟันสูตรสมุนไพรยี่ห้อต่างๆ ป้องกันแบคทีเรีย ป้องกันกลิ่นปาก สามารถใช้ได้ทั้งกานพลูเองหรือจะเป็นน้ำมันกานพลูมาใช้เพราะว่าจะมีความสะดวก โดยใช้สำลีชุบน้ำมันกานพลูมาวางบริเวณรอบเหงือก ทำวันละ 2 – 3 ครั้งหากน้ำมันแรงเกินไปสามารถเจือจางกับน้ำมันมะกอกได้

6.สะระแหน่

มีคุณสมบัติบรรเทาอาการปวดฟัน กำจัดแบคทีเรียในช่องปาก สามารถใช้ได้ทั้งใบหรือว่าน้ำมันสะระแหน่ก็ได้ โดยการนำเอาใบสะระแหน่มาบดใส่ฟันที่ปวดหรือว่า นำเอาน้ำมันทาที่บริเวณปวด ทิ้งไว้ 2 – 3 นาทีบ้วนด้วยน้ำอุ่น

รวม 9 หนังซอมบี้ สำหรับความมันส์ และลุ้น สยองกันจนหยุดหายใจไปดูฏันเลย..!!

ช่วงนี้กระแสหนังซอมบี้วิ่งอุตลุตกำลังมาแรงจาก “Train To Busan” ซึ่งก็เป็นหนึ่งเรื่องที่เลือกจะไม่ใช่ซอมบี้แบบเดินช้าๆ ตามที่เราเห็นในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง แต่มาเป็นซอมบี้เวอร์ชั่นนั่งวิ่งร้อยเมตรแทน

แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแรก และไม่ใช่เรื่องเดียวด้วยที่มีซอมบี้วิ่งเร็ว หลายๆ คนถึงกับบอกว่า ชอบเวอร์ชั่นวิ่งเร็วมากกว่า เพราะมันตื่นเต้นเร้าใจมากกว่าแบบวิ่งช้านั่นเอง

และวันนี้ จะพาเพื่อนๆ ไปชม 9 หนังซอมบี้ที่ซอมบี้วิ่งกันอุตลุต จนแทบนึกว่ายูเซน โบลท์มาเอง มีเรื่องอะไรบ้าง ลองไปชมกันเลย!

(บางเรื่องอาจจะได้คะแนนจาก IMDB น้อยบ้าง มากบ้าง แต่การดูหนังก็เป็นรสนิยมของแต่ละคน คุณอาจจะชอบในเรื่องที่คนอื่นๆ ไม่ชอบก็เป็นได้)

9. Dawn of the Dead, 2004 (IMDB Score :7.4)

เรื่องราวการระบาดของเชื้อโรคร้ายที่เปลี่ยนคนเป็นให้กลายเป็ซอมบี้ ผู้รอดชีวิตกลุ่มสุดท้ายได้เข้าไปหลบภัยในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง พวกเขาต้องพยายามเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ให้ได้ ใครอยากดูหนังที่ซอมบี้วิ่งเต็มฝีเท้า เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องแรกๆ เลยล่ะ

8. Quarantine, 2008 (IMDB Score : 6.0)

เรื่องราวของกลุ่มนักข่าวที่เข้าไปยังอพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่งที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสเพื่อทำข่าว แต่พวกเขาถูกปิดตายให้อยู่ในนั้นโดยหน่วยงานของรัฐบาล ด้วยเหตุนี้พวกเขาและชาวอพาร์ทเมนต์ที่เหลือต้องพยายามรอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ให้ได้

7. 28 Days Later, 2002 (IMDB Score :7.6)

ชายหนุ่มที่บังเอิญฟิ้นขึ้นมาจากอาการโคม่าในวันที่ 28 หลังจากการแพร่เชื่อไวรัสซอมบี้ และเขาพบว่าเมืองทั้งเมืองตกอยู่ในหายนะ ผู้คนบ้าคลั่งจากการติดเชื้อ เขาจะทำอย่างไร

นั่นแหละ เรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่าดีมากอีกเรื่องหนึ่ง อยากให้ไปติดตามลุ้นตามชมในหนังกันเองนะจ๊ะ

6. Rec, 2007 (IMDB Score :7.5)

เรื่องราวของนักข่าวและตากล้องคู่ใจที่ถูกปิดตายอยู่ในตึกที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสปริศนา (คล้ายกับเรื่อง Quarantine เลยใช่มั้ยล่ะ) แน่นอน ว่าพวกเขาต้องหาทางรอดให้ได้

แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เหมือนกับเรื่องอื่นคือมุมกล้องแบบแฮนดี้แคมนั่นเอง ที่คนดูจะได้รู้สึกเหมือนได้อยู่ในเหตุการณ์เดียวกันเลยทีเดียว

 

5. Devil’s Playground, 2010 (IMDB Score :5.2)

เมื่อโลกตกอยู่ในภัยพิบัติซอมบี้ “โคล” นายทหารรับจ้า ผู้ที่ต้องการตามหาชายคนหนึ่ง ที่ว่ากันว่าสามารถรักษาอาการติดเชื้อได้ แต่การตามหาครั้งนี้ นอกจากดงซอมบี้ที่ต้องฝ่าแล้ว เขายังต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์คนอื่นด้วย

4. I Am Legend, 2007 (IMDB Score :7.2)

จะเรียกว่าหนังซอมบี้ก็อาจเรียกไม่ได้เต็มปาก แต่ก็ถือว่าคล้ายๆ กันอยู่ หนังเล่าถึงโรเบิร์ต เนวิลล์ (วิล สมิธ) เป็นนักวิทยาศาสตร์ปราดเปรื่อง หลังจากการระบาดของเชื้อไวรัส เนวิลกลายเป็นมนุษย์คนสุดท้าย ที่รอดชีวิตอยู่ในนิวยอร์ค ซิตี้ ..และอาจจะในโลกนี้

เป็นเวลา 3 ปี ที่เนวิลล์เพียรส่งสารผ่านคลื่นวิทยุทุกวัน เขาหมดหวังที่จะพบกับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ในโลกภายนอก แต่เขาไม่ได้อยู่ลำพัง บรรดาเหยื่อโรคระบาดกลายพันธุ์ “พวกติดเชื้อ” ซึ่งซ่อนอยู่ในเงามืด… เฝ้าจับตาทุกย่างก้าวของเนวิลล์ และคอยให้เขาพลาด เมื่อนั้นมันจะออกมาจัดการกับเขาในทันที!!

3. 28 Weeks Later, 2007 (IMDB Score :7.0)

6 เดือนหลังจากเหตุการณ์ใน 28 Days Later กองทัพสหรัฐได้ประกาศชัยชนะต่อเหล่าผู้ติดเชื้อ และกำลังจะเริ่มทำการฟื้นฟูเมืองขึ้นมาอีกครั้ง เหล่าผู้อพยพกลุ่มแรกได้กลับเข้าไปอาศัยยังถิ่นที่อยู่เดิม แต่เชื้อร้ายที่ทุกคนคิดว่าจบสิ้นไปแล้ว แท้จริงมันยังไม่จบ และกำลังรอให้มีการระบาดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้มันจะรุนแรงกว่าเดิมอย่างแน่นอน!

2. State of Emergency, 2011 (IMDB Score : 5.3)

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อโรงงานสารเคมีแห่งหนึ่งเกิดระเบิด ทำให้สารเคมีรั่วไหลออกไปยังในเมือง เมื่อชาวเมืองได้รับสารเคมีเหล่านั้น พวกเขาก็เริ่มบ้าคลั่ง และไล่ทำร้ายผู้อื่น

(เรื่องนี้ได้คะแนนน้อย แต่บางคนกลับชอบมากเลยแฮะ)

1. World War Z, 2013 (IMDB Score : 7.0)

เมื่อโลกต้องเผชิญหน้ากับสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่ครั้งนีพวกเขาไม่ได้รบกับคนธรรมดา แต่กลับเป็นซอมบี้นับล้านที่รอขยำพวกคุณให้กลายเป็นผุยผง มนุษย์ต้องรวมใจกันสู้ เพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติ

สำหรับเรื่องนี้รับประกันความระห่ำของพระเอกอย่าง Brad Pitt และความสี่คูณร้อยของซอมบี้ ว่ามันบ้าคลั่งเหลือเกิ๊น!!!

 

ใครสนใจเรื่องไหนก็ลองมาหามาชมกันได้เลยนะฮะ รับรองสาแก่ใจคอหนังซอมบี้ยิ่งนัก อิอิ